10 แลนด์มาร์คทั่วญี่ปุ่น

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มตรงไหนดี ญี่ปุ่นในที่เที่ยวเยอะมาก แต่ละที่ก็มีเอลักษณ์เป็นของตัวเอง วันนี้เราคัดแลนด์มาร์คที่เด็ดในญี่ปุ่นมาให้ทุกท่านได้ชมกันค่า

1.Tokyo Tower

หอส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ของเมืองโตเกียวแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่ใครๆก็แวะมาถ่ายรูปเช็คอิน โดยโตเกียว ทาวเวอร์ นั้นมีต้นแบบมาจากหอไอเฟล ของฝรั่งเศส แต่มีสีแดง โดยสามารถขึ้นไปชมเมืองโตเกียวในมุมสูงได้ด้วย แถมวันไหนอากาศดีๆยังสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้ด้วย วิวดีสุดๆ 
วันเวลาเปิด : เปิดทุกวัน เวลา09.00 – 23.00 
ค่าเข้าชม : Main Observatory ผู้ใหญ่ 900 เยน / เด็กนักเรียน 500 เยน / เด็กเล็ก 400 เยน 
                  Special Observatory 1600 เยน

2.Tokyo Skytree

หอกระจายสัญญาณที่สร้างขึ้นแทนโตเกียวทาวเวอร์ กลายมาเป็นหอคอยที่สุงที่สุดในญี่ปุ่นและในโลกด้วยความสูง 634 เมตร สามารถชมวิวโตเกียวได้ 360 องศา แถมยังมีร้านอาหารบนดาดฟ้าอีกด้วย ได้นั่งรับประมานอาหารอร่อยๆ บวกกับวิวสวยๆ คงฟินน่าดู 
วันเวลาเปิด : 08.00 – 22.00 
ค่าเข้าชม : Tembo Deck ชั้น 350 ราคา 2,060 เยน บัตรด่วน 3,000 เยน
                  Tembo Galleria ชั้น 450 ราคา 1,030 เยน บัตรด่วนเหมาทั้ง 2 ชั้น 4,000 เยน 

3.Osaka Castle 

ปราสาทโอซาก้านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศุนย์กลางใหม่ของญี่ปุ่น มีทั้งหมด 8 ชั้น ล้อมรอบไปด้วยสวนสาธาณะที่สวยงาม และจะสวยที่สุดในช่วงซากุระบาน เพราะมีต้นซากุระกว่า 600 ต้น 
วันเวลาเปิด : 09.00 – 17.00 
ค่าเข้าชม : เข้าชมภายในปราสาทผู้ใหญ่ 600 เยน / เด็กต่ำกว่า 15 ปีเข้าชมฟรี

4.Kiyomizudera Temple 

วัดน้ำใส แห่งเมืองหลวงเก่าเกียวโต เป็นหนึ่งในมรดกโลก จุดเด่นของวัดนี้คือตั้งอยู่บนไหล่เขาโอตาวะ ทำให้สามารถมองเมืองเกียวโตในมุมสูงได้โดยรอบและสวยมากที่สุดในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี
วันเวลาเปิด : 06.00-18.00
ค่าเข้าชม : 400 เยน

5.Fushimi Inari Shrine 

ศาลเจ้าเทพอินาริ ที่คนไทยเรียกกันว่าศาลเจ้าแดง มีชื่อเสียงโด่งดังจากประตูโทริอิ เสาประตูสีแดงที่เรียงรายกันหลายต้น หลายคนคุ้นเคยภาพเป็นอย่างดี แบบนี้ต้องได้มาถ่ายรูประหว่างเดินอยู่ในเสาประตูสีแดงกันบ้างแล้วล่ะค่ะ 
วันเวลาเปิด : เปิดทุกวัน ตลอดเวลา
ค่าเข้าชม : ฟรี

6.Itsukushima Shrine 

ศาลเจ้าลอยน้ำแห่งนี้อยู่ในเมืองฮิโรชิม่า เกาะมิยาจิม่า ซึ่งเชื่อว่าเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ได้ขึ้นเหยียบบนเกาะ จุดเด่นคือการสร้างศาลเจ้าให้มีลักษณะเป็นแพ ทำให้เวลาน้ำขึ้นศาลเจ้าไม่จมลงไป ลอยบนน้ำอยู่ตลอดเวลา
วันเวลาเปิด : เปิดทุกวัน 06.30-18.00 (อาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลเล็กน้อย)
ค่าเข้าชม : 300 เยน

7.Shirakawago

เป็นหมู่บ้านมรดกโลก จุดเด่นคือบ้านทรงโบราณชื่อว่ากัสโชซุคุริ ที่มีอายุกว่า 250 ปี ที่ตั้งเรียงรายกัน สวยเหมือนในนิทาน ซึ่งช่วงที่สวยที่สุดก็คือช่วงฤดูหนาว นอกจากนั้นยังมีงานจัดงานประจำปีด้วย ซึ่งหนึ่งปีจะจัดเพียง 4 วันเท่านั้น หากใครอยากเข้าชมนั้นต้องจองบัตรล่วงหน้าก่อน แถมมีจำนวนจำกัดด้วยค่ะ

8.Jigokudani Monkey Park

ชมลิงแก้มแดงแช่ออนเซ็นในบ่อน้ำพุร้อนที่สวนสาธารณะ Jigokudani Monkey Park ภายในหุบเขา Jigokudani Valley ในจังหวัดนากาโน่ นอกจากนั้นบริเวฯใกล้ๆกันนั้นยังมีจุดแช่บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะสำหรับคนที่อยากลงแช่อีกด้วย
วันเวลาเปิด : เดือนเมษายน-ตุลาคม 08.30-17.00 / เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม 09.00-16.00 
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 800 เยน และเด็ก 6-17 ปี 500 เยน

9.Nara Park

สัญลักษณ์ของเมืองนาราที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นคือเจ้ากวาง เพราะเชื่อกันว่ากวางนั้นเป็นสัตว์ที่รับใข้เทพเจ้า และภายใน Nara Park มีกวางอยู่มากกว่า 1000 ตัว ใครที่อยากใกล้ชิดกับน้องกวางต้องซื้อขนมเซมเบ้ที่มีขายอยู่โดยรอบได้

10.Arashiyama 

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเกียวโต ที่งดงามทั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ไฮไล์ทเด่นคือการเดินถ่ายรูปเลีบยป่าไผ่ หรือจะเช่าจักรยานปั่นชมป่าไผ่ได้ หากใครอยากได้ฟีลแบบคนญี่ปุ่นจริงๆก็สามารถเช่าชุดกิโมโนได้